สัญลักษณ์ค่าความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ (Statistical Tolerance)

ในการออกแบบ นอกจากชิ้นส่วนต่างๆ จะประกอบเข้าด้วยกันได้ ผู้ออกแบบยังต้องคิดถึงต้นทุนในการผลิตด้วย แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำสูงจะถูกออกแบบมาให้มีค่าความคลาดเคลื่อน (Tolerance) น้อยๆ และก็เป็นที่รู้อีกเช่นกันว่าการผลิตชิ้นส่วนที่มีค่าความคลาดเคลื่อนน้อยๆ จะมีต้นทุนในการผลิต (Production Cost) ที่สูงกว่าชิ้นส่วนที่มีค่าความคลาดเคลื่อนมากๆ

20160322 Statistical Tolerance 1

แต่ในกระบวนการผลิตชิ้นส่วนเป็นปริมาณมาก (Mass Production) จะมีวิธีการควบคุมดูแลความสามารถของกระบวนการผลิตโดยใช้หลักการทางสถิติเข้ามาช่วย ดัชนีชี้วัดความสามารถของกระบวนการที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาก็คือค่า Cp, Cpk นั้นแหละครับ ดังนั้นถ้ามีการออกแบบค่าความคลาดเคลื่อน โดยคำนึงถึงความสามารถของกระบวนการผลิตเชิงสถิติเข้าไปด้วย จะทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนของชิ้นส่วนต่างๆ ที่คำนวณได้มีค่าเพิ่มมากขึ้น!! และเราจะได้ชิ้นส่วนที่มีคุณภาพเท่าเดิมแต่ต้นทุนการผลิตลดลง

 

เมื่อเราได้แบบงานเพื่อการผลิต เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าค่าความคลาดเคลื่อนที่กำหนดมานั้นเป็นค่าความคลาดเคลื่อนที่ได้คำนึงถึงความสามารถของกระบวนการผลิตเชิงสถิติแล้วเหรอยัง? ดังนั้นเพื่อป้องกันการแปลควาหมายผิดในแบบงาน ผู้ออกแบบจะต้องใส่สัญลักษณ์ค่าความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ (Statistical Tolerance) ต่อท้ายค่าความคลาดเคลื่อนของขนาด (Size Tolerance) หรือต่อจากค่าความคลาดเคลื่อนทางด้านรูปร่างรูปทรง (GD&T)

20160322 Statistical Tolerance 2

ดังนั้นในการออกแบบชิ้นส่วน ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ค่าความคลาดเคลื่อนสะสม (Tolerance Stack Up Analysis) ของชิ้นงานหลังจากการประกอบได้และสามารถจัดสรรค่าความคลาดเคลื่อน (Tolerance Allocate) ใหม่ได้ เพื่อให้ผู้ผลิตก็สามารถผลิตชิ้นงานให้มีคุณภาพได้ตามความต้องการด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม

 

นรเศรษฐ์ คำบำรุง | noraseth@n-tris.com